วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

จดหมายรักถึงสังคมสงเคราะห์



จดหมายรักถึงสังคมสงเคราะห์ (A Love Letter to Social Work)


โดย Susan Mankita, LCSW (Licensed Clinical Social Work นักสังคมสงเคราะห์คลินิกได้รับอนุญาต)





ถึง.....สังคมสงเคราะห์

สำหรับฉันแล้ว ไม่อาจพูดได้ว่านี่เป็นรักแรกพบ แม้ว่าคุณจะพบวิธีเข้าถึงหัวใจของฉันก็ตาม
ความรักของเรายาวนานถึง 25 ปี และเหมือนกับความสัมพันธ์อื่นๆ ที่มีเรื่องราวมากมายอยู่ในนั้น
คุณเป็นเพื่อนชีวิตที่ทำให้รู้สึกสบายใจดี แม้บางทีก็จะท้าทายฉันคนนี้จนเกินไปบ้าง

ครั้งแรกที่เราได้พบกัน ฉันไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าเราจะไปด้วยกันได้
ฉันหมายถึงว่า คุณไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ลืมไปได้เลยเรื่องนี้
น่าช้ำใจที่เงินเดือนก็ไม่มากอะไร แต่เมื่อฉันได้เริ่มจริงจังกับคุณ ความคิดของฉันก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

เพราะคุณ ทุกๆ วัน ฉันได้เป็นพยานในความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์
เพราะคุณ ฉันจริงจังกับวิสัยทัศน์และความหวัง ความฝันของเพื่อนมนุษย์
เพราะคุณ ฉันมีองค์ความรู้ ทักษะ และความสามารถ
ที่จะสร้างผลกระทบกับความเป็นอยู่ของชีวิตคนได้อย่างแท้จริง

เราสองได้ผ่านการเดินทางอันแสนวิเศษ เข้าใจหัวอกของเด็กที่ถูกทำร้ายทารุณ
และพ่อแม่ที่ละเลยการดูแลลูก (บ่อยครั้งที่เด็กเหล่านี้ก็จะทำร้ายตัวเองอีก)
เราสองได้ไปละแวกบ้านที่เป็นแหล่งอาชญากรรม
ที่ซึ่งเราได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งในบ้านที่เรารู้สึกกลัวๆ ที่จะเข้าไปนั่งในนั้น

คุณสังคมสงเคราะห์ คุณกับฉันได้ร่วมกันจับมือคนไข้ในโรงพยาบาล
ผู้ที่หมดลมหายใจไปอย่างโดดเดี่ยว ไร้ญาติหรือเพื่อนที่จะหยั่งถึงภายในใจ
เราสองได้เดินเคียงข้างคนที่กำลังเผชิญกับการรอฟังคำวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นโรคที่แห่งความทุกข์ทรมาน

เราสองได้ร่วมกันจดบันทึกเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย
ฉะนั้น แม้น้ำในมหาสมุทรทั้งหมดก็มิอาจลบเรื่องราวความสัมพันธ์นี้ของเราได้

ถึงแม้ว่าเราจะเคยเห็นความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจคาดถึง
แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่า อย่าดูถูกพลังที่มีอยู่ในบุคคลเป็นอันขาด
เราสองได้เห็นพลังและทรัพยากรของคนเหล่านั้น ซึ่งฉันก็ไม่เคยได้พบมาก่อนเลย
ขอบคุณมากๆ สำหรับอาชีพที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
และเติมเต็มไปด้วยความท้าท้ายและความเป็นไปได้ต่างๆ

สุขสันต์เดือนแห่งงานสังคมสงเคราะห์

ด้วยรัก
จากคู่ชีวิตของคุณ Susan Mankita, LCSW

ขอขอบคุณการแบ่งปันเรื่องราวอันแสนวิเศษนี้และบทแปลโดย
คุณ Jung Sriprapai จาก กลุ่ม สังคมสงเคราะห์

ที่มา http://www.socialworker.com/extras/creative-work/a-love-letter-to-social-work/

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

“สังคมสงเคราะห์” เรียนแล้วไปทำอะไร?


สังคมสงเคราะห์เรียนแล้วไปทำอะไร? ไปเป็นครูสอนสังคม? นี้คือคำถามที่ฉันได้ประสบพบเจอจากคนรอบตัวเมื่อฉันสอบติดคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ เวลานั้น บอกตรงๆว่าตอบไม่ได้  แค่ได้เข้ามาเรียนในรั้วเหลืองแดงก็ดีใจแล้ว วันแรกของการเปิดภาคเรียนสิ่งที่ฉันได้กลับมาจากการเข้าเรียนวิชา SW111 ซึ่งเป็นวิชาที่นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ทุกคนต้องประสบพบเจอ คือ ปรัชญาทางสังคมสงเคราะห์ที่ว่า

“Help them to help themselves” หมายถึง ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเองได้
ช่วงระหว่างที่นักศึกษาทุกคนพยายามทำความเข้าใจในบทเรียนแต่ละวิชาในสิ่งที่อาจารย์แต่ละท่านถ่ายทอดความรู้ และกลเม็ดเคล็ดลับให้จดจำ แต่แท้จริงแล้วใครบ้างจะเข้าใจถึงคำว่า สังคมสงเคราะห์ที่แท้จริงคืออะไร?? มีหลายๆคนคิดว่าเกรด A ที่ตนได้จะเป็นเครื่องการันตีถึงการเข้าถึง และแสดงตัวว่าตนเป็นผู้รู้จริงแต่สำหรับตัวฉันแล้วขอตอบอย่างมั่นใจว่าฉันเองยังไม่เข้าใจความหมายของ งานสังคมสงเคราะห์อย่างดีพอ เพราะเมื่อพูดถึงการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ทั้งจากบทเรียน นิยามศัพท์ของอาจารย์ผู้สอน วิทยากร และจากการฝึกประสบการณ์ภาคปฏิบัติทั้ง 2 ครั้ง คนส่วนใหญ่ยังนึกถึงคำว่า ให้หรือ แจกและฉันเองก็เชื่อว่าอีกหลายคนที่จบการศึกษามาด้วยกันก็ยังคงไม่เข้าใจความหมาย ตัวตน ของการทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง
จนกระทั่งฉันได้จบการศึกษาและได้เข้ามาทำงานที่สถานสงเคราะห์แห่งหนึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในตำแหน่ง นักสังคมสงเคราะห์วันแรกที่ทำงานบอกตรงๆ ว่าสับสน และไม่ค่อยเข้าใจบทบาทของตัวเองเท่าที่ควร อาการเหมือนกับวันแรกที่เข้าเรียนไม่มีผิดเพี้ยน แต่ในเมื่อได้รับโอกาสมาแล้ว ฉันคิดว่ามันเป็นสนามชีวิตของจริงที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าการเข้าห้องสอบเขียนคำตอบลงกระดาษ  ฉะนั้นการศึกษาจากประสบการณ์ตรงจากผู้ใช้บริการที่ทำงานด้วย จากเพื่อนผู้ร่วมงาน จากประสบการณ์ของผู้อำนวยการ จากการปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างรุ่นพี่ เพื่อน และคณาจารย์ที่ฉันพอจะขอคำแนะนำได้ เกี่ยวกับกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ รวมถึงหลักการหนึ่งเดียวในขณะนั้นที่จำได้คือ “Help them to help themselves” ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และเป็นประตูสู่การนำพาให้ได้เห็นสิ่งสำคัญที่เป็นความสวยงามและคุณค่าของงานสังคมสงเคราะห์ที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงก็คือ การได้เป็น นักสร้างโอกาสและ นักสร้างทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการในความดูแลรวมไปถึงครอบครัวของผู้ใช้บริการด้วย
การทำงานของนักสังคมสงเคราะห์นั้น คือ การทำงานกับปัญหาสังคมในทุกรูปแบบ ฉะนั้นการเตรียมจิตใจให้พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆที่จะเข้ามาหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องพึงระลึกเสมอว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่มันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆด้วย เพราะเราไม่ใช่พระเจ้าที่จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องระลึกเสมอว่าเราได้ใช้ความรู้ ความสามารถในวิชาชีพอย่างสุดความสามารถแล้วหรือยัง ถ้าเราคิดได้และทำได้ตามนี้จะทำให้เราทำงานกับทุกสิ่งได้อย่างมีความสุข เมื่อเรามีความสุขกับงานแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นที่พึงพอใจทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการนั่นเอง
ทุกวันนี้ถ้ามีคนถามฉันว่าเรียนสังคมสงเคราะห์แล้วทำอะไร ฉันจะตอบอย่างภาคภูมิใจว่า
ทำงานที่สร้างคุณค่าทั้งต่อตนเอง และผู้อื่นค่ะ
                                                             

นางสาวนิยะดา บัวงาม
SW 4905610525
นักสังคมสงเคราะห์ บ้านศรีธรรมราช

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

The Letter จดหมายรักจากผู้ป่วยระยะสุดท้ายและบทสะท้อนจากแง่มุมของความตาย


         The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หนุ่มนักวิจัยพันธุ์พืชที่ได้เก็บกระเป๋าสตางค์ส่งคืน ในขณะที่ดิวและเกดจำต้องลงรถทัวร์เพราะไม่มีตั๋วและได้สานสัมพันธ์รักกันในเวลาต่อมา ความตายครั้งนี้ของยายเล็กไม่มีผลรุนแรงต่อความรู้สึกของดิว เพราะยายเล็กเป็นญาติห่างๆ ที่ดิวไม่เคยเจอ ทำให้ดิวไม่มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งร่วมด้วย แค่มีในลักษณะของสายสัมพันธ์แห่งญาติที่เป็นหน้าที่ทางสังคมทางวัฒนธรรมหนึ่งที่ดิวต้องมาเคารพและจัดการศพเท่านั้น นี่จึงเป็นบทเรียนแรกที่สะท้อนให้เราเห็นว่าความตายทุกครั้ง ไม่ได้ทำให้เกิดความสูญเสียและผลกระทบกับบุคคลทุกครั้งไป เพราะความตายที่แสดงถึงการจากไปของบุคคลหนึ่งจะมีผลต่อความรู้สึกของอีกหนึ่งบุคคลหรือไม่นั้นมันต้องดูความเชื่อมโยงของความรู้สึกสัมพันธ์ลึกซึ้งหรือประสบการณ์ร่วมที่บุคคลนั้นเคยมีระหว่างกันมาด้วย แต่ในทางกลับกันญาติคนเดียวที่ยายเล็กเหลือก่อนตายคือดิวซึ่งเป็นหลานสาวของพี่สาวยายเล็ก และยายเล็กก็ได้ทิ้งมรดกเป็นบ้านหลังเล็กและไร่กระเทียมไว้ให้ สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติเป็นความสัมพันธ์พิเศษอย่างหนึ่งที่แม้บุคคลจะไม่มีประสบการณ์ร่วมหรือความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแต่ก็ทำให้คนเรานึกถึงกันและแบ่งปันบางสิ่งบางอย่างให้แก่กันได้
เหตุการณ์ต่อมาที่หนังได้สะท้อนให้เราเห็นแง่มุมของความตายคือตอนที่เกดเพื่อนสาวคนสนิทคนเดียวของดิวได้เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม ถูกจัดให้เป็นการตายแบบกะทันหันตามแบบแผนการตาย ซึ่งการตายในลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อญาติเป็นเป็นอย่างมากเนื่องจากยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเผชิญหรือตั้งรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการให้ความหมายของการตายกะทันหันโดนประทุษร้ายว่าเป็นการตายที่ไม่ดี (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ, 2550) การจากไปของเกดครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อดิวเพราะเกดคือคนสนิทข้างกายคนเดียวที่ดิวหลงเหลืออยู่ เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจสุดท้าย และมากไปกว่านั้นดิวเองก็เกิดความรู้สึกผิดคิดว่าตนเองมีส่วนที่ทำให้เกดต้องตายด้วย โดยดิวได้พูดกับต้นว่า เพราะดิวเอง ดิวคิดแต่เรื่องตัวเอง ถ้าวันนั้นดิวไปกับเขา และไม่ลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้ เกดคงไม่เป็นแบบนี้ ในเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่นักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะเข้ามามีส่วนกับกรณีนี้โดยให้คำปรึกษาและใช้หลักการสะท้อนความจริงชี้ให้ดิวเห็นถึงความจริงของเหตุการณ์ในขณะนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ไม่สามารถควบคุมได้ และทุกคนก็ได้ทำหรือตัดสินใจไปอย่างดีที่สุดตามบริบทเวลา และสภาพแวดล้อมตอนนั้นแล้ว เพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้บริการเห็นภาพความจริง ได้ละซึ่งความรู้สึกผิดและอยากกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตทิ้งไปเสีย แล้วเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายชีวิตในอนาคต และนอกจากนั้นเราสามารถใช้การกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการได้ระบายและสะท้อนอารมณ์ของตนออกมาเพื่อที่จะได้แบ่งเบาภาระแห่งความโศกเศร้าที่คั่งค้างภายในให้ผู้อื่นได้รับฟัง ดังที่ รศ.ดร. สุวัจฉรา  เปี่ยมญาติ เคยให้ความรู้ในวิชาการให้การปรึกษาทางสังคมสงเคราะห์ไว้ว่า การระบายคือการบำบัดเบื้องต้นอย่างหนึ่ง
การสูญเสียเพื่อนสนิทที่คอยเคียงข้างกายมาตลอดเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นร้ายแรงจนดิวไม่อาจยืดหยัดเพียงลำพังคนเดียวท่ามกลางเมืองหลวงที่วุ่นวายนี้ได้ ห้องที่เคยคับแคบเมื่ออยู่ด้วยกันสองคนกลับกลายเป็นกว้างขวางและอ้างว้างอย่างแปลกพิลึก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดิวตัดสินใจไปเชียงใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นสิ่งพิเศษที่ได้เกิดขึ้นกับดิวคือการได้รู้จักและรักษาความสัมพันธ์กับต้นมาโดยตลอด ประกอบกับการมีบ้านที่ได้รับมรดกมาจากยายเล็ก ที่ทำให้ดิวรู้สึกว่าตัวเองยังมีทางเลือกและมีที่ไปเป็นที่ยึดเหนี่ยวใหม่ของดิว หลังจากที่ดิวลงจากรถมาก็เจอกับต้นที่เข้ามาช่วยยกกระเป๋าและมาส่งดิวที่บ้าน ตลอดระยะเวลาที่ดิวได้มารักษาใจที่นี่ ดิวได้รับการดูแลเคียงข้างอย่างดีจากต้น ไม่ว่าจะเป็นการต้มข้าวต้มให้เมื่อดิวป่วย ช่วยซักผ้า หรือเข้ามาปลอบประโลมในวันที่ดิวได้บอกว่า ดิวไม่เหลือใครแล้วแหละต้น และหลังจากนั้นต้นก็ได้เข้ามาเป็นคนพิเศษ เป็นความผูกพันใหม่ที่เปรียบเสมือนน้ำใสๆ รดลงบนหัวใจที่แห้งผากให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง โดยฉากสำคัญที่ต้นได้ให้กำลังใจดิวเพื่อให้ดิวสามารถเดินต่อไปได้คือ การที่ต้นได้ตอนกิ่งต้นไม้ต้นใหม่ไว้กับต้นบ๊วยเพื่อที่จะสะท้อนให้ดิวเห็นถึงความงดงามของสิ่งใหม่และการเริ่มต้นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นดังคำพูดของต้นที่ว่า ไม่ว่าจะยังไงชีวิตก็จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเสมอ ผมก็อยากให้คุณเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...